Posted by: humanbass | ธันวาคม 31, 2010

ผู้คิด ผู้พูด ผู้ทำ ความประมาท และ สงคราม

ผู้คิด ผู้พูด ผู้ทำ ปุถุชนส่วนมากจะติดอยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งใน 3 สิ่งนี้

บางก็เลือกจะเป็นผู้ทำอย่างเดียว ไม่คิด ไม่วางแผน ไม่พูด นำเสนอไม่ได้ อธิบายไม่เป็น

บางก็เลือกจะเป็นผู้พูดอย่างเดียว พูดได้ จำได้ แต่ไม่เคยคิด หรือ ทำอย่างที่พูด

บางก็เลือกจะเป็นผู้คิดอย่างเดียว วนอยู่ความคิด วางแผนดิบดี วิเคราะห์จนได้ข้อสรุป แต่ไม่เคยได้ความจริง เพราะไม่ทำ และย่อมพูดไม่ได้

เมื่อศรัทธานำ ก็เน้นไปที่ พูด และ ทำ

เมื่อปัญญานำ ก็เน้นไปที่ พูด และ คิด

เมื่อสมาธินำ ก็เน้นไปที่  ทำ และ คิด

แต่ไม่ว่าจะเป็นในลักษณะไหน ในช่วงเวลาหนึ่งๆ ก็จะเป็นได้เพียงหนึ่ง

คือ ไม่เป็น ผู้คิด ผู้พูด ก็ผู้ทำ

เมื่อชินกับการเป็นผู้ใดผู้หนึ่งหรือสอง ก็จะเริ่มเคยชิน

ในการเป็นผู้นั้นๆ จากนั้น จะเริ่มสู่ขั้นตอนติดกับดัก คือ

ไม่สามารถจะไปเป็น หรือ ไปทำในสิ่งที่นอกเหนือความเคยชินได้

แล้วความเคยชินเกิดจากอะไร ง่ายที่สุดคือ เกิดจากกรรมวิบาก เกิดจากผลของกรรม

ผู้ที่ดำรงอยู่ในความประมาท ย่อมปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม

ดังนั้นความเคยชินย่อมนำไปสู่ การวนอยู่ในกงกรรมกงเกวียน

ไม่สามารถหลุดจาก กับดักของผู้คิด ผู้พูด ผู้ทำได้

เมื่อเชื้อของการเป็นผู้ตืชิดกับดัก ก็คือ ความเคยชินที่เกิดจากความประมาท

ดังนั้น ย่อมมีเวลาที่จะเป็นผู้คิด ผู้พูด หรือ ผู้ทำ หรือไม่เป็น ขึ้นอยู่ความประมาทและกรรมจะพาไป

ในวัยรุ่น กรรมมักจะพาไปให้เน้นเป็นผู้ทำ มุ่งไปข้างหน้า มีความเชื่อ และความมั่นใจ

เมื่อเติบใหญ่ เริ่มเข้าใจว่า ว่าสิ่งที่เชื่อ สิ่งที่มั่นใจ ไม่นำพาไปสู่ผลลัพธ์เสมอไป เริ่มที่จะลดการทำ กลัวการทำ

และพูดมากขึ้น ปรึกษามากขึ้น หาที่พึ่งพิง หาสิ่งยึดถือ

เมื่อสูงวัยขึ้นมา ความเบื่อหน่าย ประสบการณ์ และร่างกายได้เปลี่ยนให้กลายมาเป็นผู้คิดมากขึ้น

วนเวียนอยู่ภายในความคิด มองหลายอย่าง จนคิดว่าเห็นจุดจบก่อนเริ่มลงมือทำ

จนกระทั่งเป็นแบบนี้บ่อยๆเข้า แม้จะเห็นว่าเป็นจุดจบที่ดี ก็ไม่เหลือความเคยชินที่จะลงมือทำ

และนี้คือ ตัวอย่างหนึ่งที่ การเป็นผู้คิด ผู้พูด ผู้ทำ ที่มักจะไหลไปตามกระแสความประมาท

มีเพียงไม่กี่คนที่เลือกที่จะไม่ประมาทในบางเรื่อง เช่น ในหน้าที่การงาน ก็จะเริ่มฝืนความเคยชิน

หลุดออกจากกับดักและกลายเป็นทั้ง ผู้คิด ผู้พูด ผู้ทำ สลับกันไป เพื่อให้บรรลุผลของงาน

ไม่ติดกับดัก และข้ออ้างว่าเพราะ ถนัด ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง คนเหล่านี้จึงเป็นคนที่เห็นรูปธรรมที่ถูกทาง

มากกว่าคนทั่วไปที่ติดกับดักการเป็นผู้ใดผู้หนึ่งจนไม่สามารถเป็นได้ทุกผู้ทุกสิ่ง และอยู่กับเพียงนามธรรม

ตลอดปีที่ผ่านมา เราติดอยู่ในกับดักที่ว่านี้ ความเคยชินเริ่มทำให้ กลายเป็น ผู้พูด มากกว่า ผู้คิดและผู้ทำ

ประสบการณ์ ทำให้กลายเป็นนักคิด ที่มองไปจนสุดทางของการกระทำนั้นๆ และด้วยอาชีพการงาน

เลือกที่จะไม่ทำเอง ไม่ว่าการไม่ทำนั้นจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เลวร้ายขนาดไหน

หรือการได้ลงมือทำ จะนำไปสู่ความสำเร็จที่ไม่ธรรมดาสักเพียงใด กลับเลือกที่จะอยู่เฉยไม่ทำ และพูดแนะนำให้คนอื่นได้ทำแทน

ความเคยชินเหล่านี้ เริ่มรุนแรงขึ้นจนกระทั่ง แม้แต่เส้นตายหรือเดธไลน์ต่างๆ ก็ไม่สามารถจะปลุกให้หลุดกับดักนี้ได้เหมือนแต่ก่อน

ต้องถือว่าเป็นปีที่ตกหลุมกับดักอย่างแรง เกาะกับดักไว้แน่น ไม่ปล่อย ไม่สนว่า สิ่งนั้นจะดีหรือไม่ดี

ปล่อยทุกอย่างไปตามกระแสกรรม กระแสความเคยชิน กระแสความประมาท

จนกระทั่งในเดือนธันวา เดธไลน์ที่ไม่สามารถเรียกคืนมาได้ หรือยืดออกไปได้ ก็ได้มาเยือน

คือ เมื่อปู่ได้เสียชีวิตลง

เป็นครั้งแรกที่ คำว่าประมาท พลุดขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเหล่า ผลของความประมาทโจมตีหนักขึ้นเรื่อยๆ

จนทำให้ในช่วงเวลาหนึ่ง ได้พลิกกลับมาเป็นแรงให้หลุดออกจากความประมาท

ช่วงที่สมาธิกลับมาแจ่มชัด และได้เห็นไตรลักษณ์ของความคิดชัดขึ้นเรื่อยๆ

จนเชื่อมโยงระหว่าง เรื่องความคิดไม่ใช่เรา และ เรื่องกรรมวิบาก และนั้นคือที่มา ของเรื่อง “ปล่อยได้นะ”

และทำให้เห็นชัดว่าเหตุนั้นสำคัญขนาดไหน และผลของเหตุจะหมดได้เมื่อไม่สร้างเหตุใหม่หรือปรุงผลต่อไป

จากนั้นจึงเริ่มลดความประมาท สะสมเหตุอันควรมากขึ้น และลดเหตุอันไม่ควรทิ้งไป

จนกระทั่ง ความมั่นใจเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และสุดท้าย….

เราจึงค้นพบว่านี้คือ สงคราม และเราประเมินการต่อสู้ครั้งนี้พลาดไปซะแล้ว

เพราะผลของวิบาก เหล่ากิเลสทั้งหลาย เริ่มโจมตีอย่างหนัก

ในตอนที่เราพักผ่อน ในตอนที่เรามีความสุข ในตอนที่เราจะนอน ในตอนที่เราเหนื่อยล้า ไม่ว่าจะเป็นด้วยกายหรือใจ

ในตอนนั้น โล่แห่งสติ ได้วางลง ความขี้เกียจในรูปของความเหนื่อยจะเข้าโจมตีอย่างไม่หยุดยั้ง

และสุดท้ายเมื่อสร้างเหตุคือได้ตามใจกิเลสหนึ่งๆ ด้วยเมล็ดการตามใจนี้ได้ส่งผลให้มันเติบใหญ่กลายเป็นพืช

แห่งการตามใจกิเลสทุกอย่าง และท้ายที่สุด กองทัพอันเกรียงไกรที่โดนปลุกขึ้นมาด้วยพลังของบทเรียนแห่งความประมาท

ก็โดนตีแตกกระจาย จากการตามใจเล็กๆน้อยๆ ในช่วงที่กองทัพประมาท และอ่อนแอที่สุด

และนี้คือบทสรุปของเรื่องราวในปีนี้  ทำให้เราเห็นภาพชัดขึ้น และชัดขึ้นว่านี้คือ สงครามจริงๆ

กิเลสเขาพร้อมบุกมาในทุกที่ ทุกจังหวะ ที่อ่อนแอ ที่ประมาท และกิเลสไม่เคยมีความประมาท

เขาพร้อมทำหน้าที่ของเขาอย่างเอาจริงเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเวลาใดๆ ทั้งยามหลับ ยามตื่น

เขาไม่เคยหยุดพัก เขาจะมองหาช่องโหว่อยู่ตลอด เจอเมื่อไรก็จะเข้าโจมตีทันที

และนี้ละคือ สงคราม เป็นสงครามจริงๆ มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อย่างที่ความเคยชิน และความประมาท

หลอกเราด้วยความสุข ความสบายมาตลอด ทำให้เห็นว่าเรื่องคอขาดบาดตายตายเป็นเรื่องเล็กน้อย

ซึ่งเอาเข้าจริงมันไม่ได้เล็กน้อยเลย เพราะถ้าเราเคยชินในสิ่งที่ผิดพลาดเมื่อไร นั้นคือความพ่ายแพ้ที่น่ากลัวมาก

เพราะ เมื่อเคยชินเมื่อไร การจะพลิกกลับขึ้นมาได้เป็นเรื่องที่ยากจนแทบเป็นไปไม่ได้

บทเรียนครั้งนี้พิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่า เพราะเราได้ติดกับดักนี้มาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว

กลับมาอ่านสิ่งที่เคยเขียนไปที่ไรก็จี๊ดในใจไปซะทุกที ถามตัวเองหลายครั้งว่าตกมาในหลุมกับดักลึกขนาดนี้ได้อย่างไร

คำตอบทุกครั้งวนมาเหลือเพียง คำเดียวคือ คำว่า “ประมาท” ประมาทจนประเมืนสถานการณ์ทุกอย่างผิดหมด

ในตอนนี้เราเหลือเวลาอีกอย่างมากไม่เกิน 3-10 ปี ที่จะต้องจบเกมนี้ลงให้ได้

เพราะไม่ฉะนั้น จะไม่เหลือเวลาในการทดแทนคุณ ตามที่คนๆหนึ่งสมควรจะทดแทนให้หมด

ฟังไว้ให้ดีนะ มันไม่เคยมี ผู้คิด ผู้พูด หรือ ผู้ทำ หากยังมีผู้นั้นๆ ย่อมมีเวลาที่ไม่ได้เป็นผู้นั้นๆ

แต่ในสงครามครั้งนี้ ไม่มีเวลาแบบนั้นเมื่อกิเลสจะโจมตี ทุกอย่างต้องพร้อมเสมอ

จะประมาทไม่ได้เลยแม้แต่ก้าวเดียว

คนโดยทั่วไปมักจะคิดว่าเหนื่อยหนัก แต่จงจำไว้ว่า คนที่จะเหนื่อย ที่จะหนัก

จะมีเพียงคนที่ยังคิดว่า ยังมี ผู้คิด ผู้พูด และ ผู้ทำอยู่

จำไว้ให้ดีมันไม่เคยมี มีแต่ผลและเหตุที่เกิดต่อๆเนื่องกันมา

มีเพียงผลและเหตุที่ทำหน้าที่ของมัน

และคนที่สร้างกองทัพกิเลสไม่ใช่ใครเลย ก็คือ ไอ้ผู้คิด ผู้พูด ผู้ทำ นี้เอง

อีกครั้ง จำไว้นะ มันไม่มี ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามหน้าที่ ตามสิ่งที่สะสมมา

ตามเหตุ ตามผลที่เห็นตามจริง ด้วยใจของเขาเอง เขาทำได้ หากเขาได้ทำ

ให้โอกาสเขา แล้วเขาจะทำของเขาเอง เขาทำเหตุเอง เขาชนะเอง เขารับผลเอง

แต่หากเขาแพ้ จำไว้เมื่อนั้นมักจะมีเราแพ้ สังเกตความจริงข้อนี้ให้ดี

มีเพียงกำลังใจจากการเห็นตามจริง จึงจะหลุดจาก วัฏสังสารนี้ได้

ปีที่จะถึงนี้ เป็นปีที่จะตัดสินอะไรหลายๆอย่างแล้ว

หวังว่า กระต่ายตัวที่จะถึงนี้ จะโดนออกมาจากหลุมได้นะ

ขอให้โชคดี… :)

คิดตามกาล พูดตามกาล ทำตามกาล


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.