ผมขอเก็บข่าวนี้ไว้ ณ ที่นี้ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ ให้คนผู้อ่อนแอทั้งในปัจจุบันในอนาคตอย่างเรา
ได้กลับมาคิดทบทวน และ ปลุกตนเองขึ้นมาจากบ่อกิเลส บ่อแห่งการมองแต่อดีต มองแต่ความสุขหลอกๆในปัจจุบัน
และบ่อแห่งความประมาท
.
.
.
ผมหลับไปโดยไม่รู้ตัวราวๆ เกือบเที่ยงคืน วันที่ 29 ม.ค. 53
ในคืนวันนั้น คุณสนธิ ได้บอกเล่าถึงอาการอาพาธของหลวงตามหาบัว
ซึ่งผมได้ดูผ่าน ASTV และในคืนนั้นก่อนที่จะหลับไป ผมก็ได้เปิด ASTV ค้างไว้
ในความฝัน ผมฝันถึงหลวงตามหาบัว ฝันว่าท่านอาพาธหนัก ท่านอยู่ที่โรงพยาบาล
มีคนแวดล้อมท่านเต็มไปหมด แต่ในตอนนั้นท่านยังรู้สึกตัวดีอยู่
ผมคิดในใจว่า ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรออกไป จะให้ท่านแข็งแรงอยู่ต่อไปอีกก็ไม่รู้จะให้ท่านถือสังขารต่อไปทำไม
หรือ จะขอให้ท่านไปดี นั้นก็ยิ่งแปลก เพราะนั้นเป็นสิ่งที่เป็นความจริงอยู่แล้ว ไปต้องมีคำขอใดๆ
ได้แต่นั่งเงียบและดูความวุ่นวายรอบตัวท่าน
จากนั้นไม่นาน ครอบครัวผมก็เคลื่อนย้ายท่านขึ้นมาบนรถ
ในตอนแรกท่านอยู่เบาะหน้า สักพักท่านก็มาอยู่เบาะหลังข้างๆผม
รถได้ออกเดินทางจนมาถึงบ้านแห่งหนึ่ง อยู่ๆท่านก็แข็งแรงลงจากรถเดินเข้าบ้านได้ด้วยตนเอง
ส่วนตัวผมเองกลายเป็นว่าผมห่มผ้าเหลืองอยู่ แล้วเดินตามท่านเข้าไปในบ้าน
ผมกับท่านนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ยาวที่เจ้าบ้านจัดไว้ให้ ซึ่งบ้านนั้นเป็นบ้านไม้หลังใหญ่ออกไปทางไทยโบราณ
ในตอนนั้นเองก็มีลูกหมา 2-3 ตัว วิ่งเล่นมาที่ที่ผมนั่ง ผมเอื้อมมือไปจับที่ด้านหลังคอมันแล้วยกมันขึ้นมาด้วยความอยากแกล้งมัน
แต่ลูกหมาตัวนั้นกลับหมุนพลิกตัวขึ้นมาอยู่บนมือที่จับ จากนั้นวิ่งเข้าใส่ผม
และโรมรันพลันตูอยู่สักพักมันก็วิ่งออกจากตัวผมไป ผมค่อนข้างตกใจพอสมควรทีเดียว
แต่เจ้าลูกหมาตัวนั้นก็ยังวิ่งเล่นอยู่แถวนั้น แล้วท่านก็มองมาที่ผมและมองไปยังลูกหมา
จากนั้นท่านก็จับด้านหลังคอมัน แล้วยกมันขึ้นมา สิ่งที่แตกต่างกันชัดเจนคือ ลูกหมาตัวนั้นสงบนิ่ง
จนกระทั่งท่านว่างมันลงไป มันก็เริ่มที่จะออกวิ่งอีก แต่พอมันเห็นว่าท่านจ้องมันอยู่ มันก็อยู่นิ่งๆต่อไป
ตอนนั้นเอง ผมตัดสินใจที่จะจับเจ้าลูกหมาอีกครั้ง โดยเลียนแบบท่านคือมีสมาธิมากขึ้น เอาจริงมากขึ้น แล้วก็จับมันยกขึ้นมา
มันเหมือนจะยังนิ่งๆอยู่ แต่พอสักพักมันก็จะเริ่มหมุนพลิกตัวอีกครั้ง ผมรีบจับคอมันให้หนักขึ้น
จนมันพลิกไม่ได้ต้องอยู่นิ่งๆ แล้วจึงจับมันกดลงที่พื้น ในตอนนั้นเองผมรู้สึกดีใจว่าผมควบคุมมันได้แล้ว
แต่ในขณะที่กำลังจะปล่อยมัน พอเงยหน้าขึ้นมา ก็ต้องตกใจ เมื่อเห็นแม่ของลูกหมาที่ตัวโตเดินเข้ามาใกล้ๆผมแล้ว
แล้วเสียง “หลวงตามหาบัวละสังขารแล้ว” ก็แววเข้ามาในหูผม ผมจึงลืมตาตื่นขึ้นมา
ข้างหน้าผมคือ ภาพหลวงตามหาบัวบนจอทีวี พร้อมกับที่ผู้สื่อข่าวกำลังเล่าถึงเนื้อหาในข่าว
.
.
.
ผมมึนงงอยู่สักพักแล้วเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราว จากนั้นจึงลงไปนั่งสมาธิ
บางทีสิ่งที่ฝันขึ้นมานั้น ก็เพราะเสียงจากทีวีทำให้ปรุงแต่งไปเป็นฝันตามเสียงที่ได้ยิน
แต่ท่านก็จากไปแล้วจริงๆ เหลือไว้เพียงคำสอนความจริงของท่าน กับพินัยกรรมที่ทำให้เห็นถึง
ความเมตตาต่อประเทศไทยอย่างหาประมาณมิได้
ผมเริ่มเคารพหลวงตามหาบัวจริงจังตอนที่ได้ฟังท่านเทศน์ จากไฟล์เสียงที่โหลดมาจาก Internet
หัวข้อที่ผมโหลดฟัง คือ นักรบ นักหลบ, สงครามจิต สงครามขันธ์, จะฝึกจิตต้องฝืน, ปราบขู่, ใจเด็ดกิเลสขาด, งานบังคับใจ เป็นต้น
ล้วนเป็นเรื่องที่ต้องการปฏิวัติตนเองออกมาจากกับดักกิเลสที่ตกลงมาจนท่วมหัวทั้งสิ้น
ผมจำได้บางวันผมเปิดฟังทิ้งไว้ทั้งคืน เพื่อหวังจะให้ใจตนเองกลับมาแข็งแกร่ง และใจเด็ดได้เหมือนเดิม
ไม่อ่อนแอและตามใจมากมายเหมือนในตอนนี้ ผมได้อ่านเรื่อง เจริญมรณะสติ ที่ท่านเขียน
ผมพยายามอ่านและฟัง เพราะรู้แล้วว่าในตอนนี้ อ่อนแอถึงขนาดสอนตนเองไม่ได้
ท่านเคยกล่าวไว้ว่า พระพุทธเจ้า คือ ครูที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะนอกจากสอนตนเองได้แล้วก็ยังสอนคนอื่นได้
แต่พวกเราๆ แค่สอนตนเองคนเดียวยังสอนไม่ได้ เอาแค่ให้สอนตนเองคนเดียวให้ได้ก็พอ นั้นก็คือสุดยอดครูแล้ว …
สไตล์การสอนของท่านเรียกว่าดุเด็ดเผ็ดมัน ชี้ลงไปที่กลางตัวปัญหา เป็นสิ่งที่ประทับใจผมมาก
แต่กระนั้น ผมก็ยังไม่เก่งพอจะสอนตนเองได้ ยังดำดิ่งในบ่อกิเลสจนตอนนี้ต้องยอมรับว่า จุดสมดุลได้เลื่อนต่ำลงแล้ว
.
.
.
ฝันครั้งนี้ ผมเห็นเพียงว่า ลูกหมาตัวนั้นเปรียบดังกิเลสตัวเล็กๆ มันมักวิ่งเล่นรอบๆตัวเรา
วันดีคืนนี้ เราไปเล่นตอบมัน แล้วไม่มีแรงพอควบคุมมัน มันก็จะแว้งจัดการเราจนสิ้นเรี่ยวสิ้นแรง
และถึงเราจะมีสมาธิไปบังคับควบคุมมัน ก็บังคับได้ระยะหนึ่ง หากรู้สึกว่าชั้นชนะ ชั้นเอาอยู่
ก็จะมีตัวใหญ่ตัวต่อมา เดินเข้ามาท้าทายต่อไปไม่จบไม่สิ้น หากยังอยากเอาชนะ ยังอยากเล่นกับกิเลสอยู่
ในขณะที่ถ้าเทียบกับท่าน ท่านเข้ามาในบ้านนี้ท่านไม่ได้จับกิเลสนี้ขึ้นมาเล่นเลย
มีแต่เราที่อยากเล่นด้วย แต่พอเราพลาดพลั้งให้กิเลสเล่นงาน ท่านจึงค่อยจับขึ้นมาแล้วจึงสอนวิธีจัดการให้
และไม่มีวี่แววความประมาทต่อกิเลสออกมาจากแววตาท่านเลย
ไม่ว่านั้นจะเป็นเพียงกิเลสเล็กๆ กิเลสที่ดูไม่มีอันตราย อย่างเจ้าลูกหมาตัวนี้ก็ตาม
…. ข้าพเจ้านายฐิติ รุ่งเจริญไพศาลขอกราบนมัสการขอบพระคุณพ่อแม่ครูบาอาจารย์หลวงตามหาบัวด้วยชีวิต
แม้นตัวกระผมจะไม่เคยได้พบหลวงตามาก่อน แต่ผมได้พบกับคำสอน และตัวอย่าง
ที่หลวงตาได้ฝากเอาไว้ให้แล้ว ผมขอตั้งจิตอธิษฐาน ตั้งสัจจะ ด้วยชีวิต ว่าในชาตินี้
ผมจักต้องสอนตนเองให้ได้ ในชาตินี้ลูกศิษย์คนแรกของผมต้องเป็นตัวผมเอง
และในวันนั้น ผมจะบอกกับใครต่อใครได้เต็มความภาคภูมิว่า ที่ผมเป็นครูตนเองได้
เพราะผมมีหลวงตามหาบัวเป็นครูของผมมาก่อน…(- /|\ -)
เปิดพินัยกรรมหลวงตามหาบัว-แปรทรัพย์เป็นทองคำแท่งมอบให้ธปท. วันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2554 เวลา 14:05 น. ข่าวสดออนไลน์
หลังจากนั้นคณะสงฆ์ จัดวางศพหลวงตามหาบัว บนตั่งที่หลวงตาเคยนอนตอนยังอาพาธ จนเสร็จเรียบร้อยแล้วทางคณะสงฆ์ก็มอบให้พระอาจารย์สุดใจ ทันตมโน อ่านพินัยกรรมของหลวงตามหาบัว ซึ่งพินัยกรรมของหลวงตามีดังนี้คือ
“พินัยกรรมฉบับนี้ทำที่วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี ทำเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ.2543 ข้าพเจ้าพระธรรมวิสุทธิมงคล (พระมหาบัว ญาณสัมปันโน) อายุ 87 ปี พำนักอยู่ที่วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี ขอทำพินัยกรรมฉบับนี้เพื่อให้ทราบว่า เมื่อข้าพเจ้ามรณภาพแล้ว ให้จัดการทรัพย์สินและทำงานศพข้าพเจ้าดังนี้
1.บรรดาทรัพย์สินที่มีอยู่แล้วในขณะที่ข้าพเจ้ามรณภาพ และบรรดาทรัพย์สินต่าง ๆ ที่จะได้รับบริจาคในงานศพของข้าพเจ้าให้จัดการดังนี้
1.1 ส่วนที่เป็นทองคำให้หลอมเป็นทองคำแท่ง
1.2 ส่วนที่เป็นเงินไม่ว่าจะเป็นเงินสกุลใดให้นำเข้าซื้อทองคำแท่ง
ให้นำทองคำแท่งทั้ง ข้อ 1.1 และ 1.2 ไปมอบให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อใช้เป็น เงินทุนสำรองเงินตราของฝ่ายบำบัดธนาคารแห่งประเทศไทย โดยข้าพเจ้าไม่มีเจตนาที่ใช้บุคคลใดหรือคณะบุคคลใดนำไปใช้ในงานอันใด นอกจากใช้เป็นเงินทุนสำรองของประเทศ
2.ให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นจัดงานศพและจัดการดูแลทรัพย์สินทั้งปวงที่มีอยู่ในขณะมรณภาพและที่จะได้รับบริจาคในงานศพของข้าพเจ้าโดยให้ดำเนินการอย่างเปิดเผยและดำเนินการตามเจตนาของข้าพเจ้าระบุไว้ในข้อ 1.
3.ให้คณะกรรมการตามข้อ 2 จำนวน 9 คน ประกอบด้วย 1.พระอาจารย์ฝัก สันติธรรมโม (มรณภาพแล้ว) 2.พระอาจารย์อินทร์ถวาย สันตุสสโก 3.พระปัญญา วัตโก 4.พระอาจารย์วันชัย วิจิตโต 5.องคมนตรี ดร.เชาวน์ ณ ศีลวัน 6.นายศิริ คูสกุล 7.ม.ร.ว.ทองศิริ ทองแถม 8.พ.ต.อ.กฤษดา บูรณพานิช 9 พ.ต.ประชัย
4.ข้าพเจ้าขอตั้งให้พระสุดใจ ทันตมโน เป็นผู้จัดการมรดกของข้าพเจ้า พินัยกรรมฉบับนี้ทำไว้ 3 ฉบับ มีข้อความถูกต้องตรงกัน เก็บไว้ 3 แห่งคือ ฉบับแรกที่วัดป่าบ้านตาด ฉบับที่ 2 เก็บไว้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาอุดรธานี ฉบับที่ 3 เก็บไว้ที่ธนาคารกสิกรไทยสาขาอุดรธานี
พินัยกรรมฉบับนี้ทำขึ้นด้วยความสมัครใจของข้าพเจ้าและข้าพเจ้ายังมีสติสัมปชัญญะดีทุกอย่าง จึงชื่อไว้ต่อหน้าพยาน
ลงชื่อ พระมหาบัว ญาณสัมปัญโญ (พระธรรมวิสุทธิมงคล)
ลงชื่อพระปัญญา วัตโก พยาน และ พระสุดใจ ทันตมโน พยาน
หลังจากนั้น ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี จึงทรงวางพวงมาลัย ที่ทรงทำด้วยพระองค์เองวางลงบนพานข้างศพ แล้วทรงก้มลงกราบ หลังจากนั้นจึงได้ให้พระสงฆ์ได้รดน้ำที่เท้าของหลวงตามหาบัว หลังจากนั้น พระสงฆ์จำนวน ประมาณ 3,000 รูปเสร็จแล้วลงจากศาลา จึงมีคณะของแม่ชี และประชาชนที่มาร่วมในวันนี้ประมาณ 30,000 คน ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นไปรดน้ำศพ