เป็นเวลากว่า 3 เดือน ที่ไม่ได้มีการเขียนบทความใดๆ
ทางเดินสายนี้เป็นทางเดินของคนจริง
เป็นทางเดินของคนที่สวนกระแส
เป็นทางเดินที่ลาดชัน เป็นภูเขาสูง
เปรียบดังตะกายปีนขึ้นน้ำตก
.
หากวันใดหยุด ก็มีแต่ร่วงลงมา
บางคราวขณะปีนขึ้นไป ก็เจอแงงหินก้อนใหญ่
ที่คอยบดบังกระแสน้ำเป็นที่พักพิง
แต่หากเผลอไปหลบเข้า จนติดจนยึด
โผล่หน้ามาอีกทีถึงได้รู้ว่าร่วงตกลงมาเรื่่อยๆ
พร้อมชะแงงหินก้อนใหญ่นั้นไปซะแล้ว
.
.
ชะแงงหินก้อนใหญ่เปรียบดั่งความสุข
ความสุชที่โดนสร้างจากบุญ
ความปีติจากสมาธิที่โดนสร้างจากบุญ
ความสุขจากความเมตตาที่โดนสร้างจากบุญ
สุขเหล่านี้เป็นสุขใหญ่ เป็นแสงสว่างสีขาว
เป็นความสบายที่หาสิ่งใดเปรียบยากยิ่ง
.
.
.
แต่สุขเหล่านี้ร้าย เพราะล้วนนำพาให้ติดโดยไม่รู้ตัว
เหมือนกับที่หลบเข้าไปในชะแงงหินโดยไม่รู้ตัว
จะทำจะปฏิบัติทีไร เป้าหมายคิอ คอยไปหลบเข้าชะแงงหินอันใหม่
.
นานวันเข้า ก็จะเริ่มยึดในชะแงงหิน
และแม้เจอเพียงชะแงงหินเล็ก ก็เริ่มที่จะคว้าไว้
เริ่มละลายชะแงงหินใหญ่
เริ่มละเลยความสุขที่ละเอียด
กลายเป็นเริ่มคว้าความสุขทุกความสบาย
ไม่ว่านั้นจะเล็กจะใหญ่ก็คว้าไว้
.
.
ตามปกติเมื่อคว้าชะแงงหินเล็กก็ย่อมตกลงเร็วกว่าใหญ่
รู้ตัวอีกทีก็ตกลงมาไกล แล้วก็เริ่มตะเกียกตะกาย
ไปเกาะชะแงงหินใหญ่ใหม่ ติดใจในความสุขความสบาย
ก็กลับกลายไปเกาะชะแงงหินเล็กอีกครั้ง
แล้วก็ตกลงมาเจ็บ แล้วก็ตะเกียกตะกายใหม่
วนแบบนี้มาคลอด 3 ปี สุดท้ายมันจะย้อนกลับมาที่ต้นน้ำตก
.
จนสุดท้ายบุญที่มีจะหมด เมื่อบุญหมด
ย่อมไม่มีบุญใดไปสร้างชะแงงหินนั้นให้
ย่อมขาดที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ
เมื่อนั้นจะอ่อนแอ อ่อนแอถึงขนาดที่ไม่มีแรง
ผ่านบททดสอบของชีวิตได้
และเริ่มหาที่พึ่งพิงที่อื่น นอกจากตน
เริ่มหาสิ่งศักดิ์สิทธ์ หาที่ยึดเหนี่ยวใจ
เพราะเห็นแล้วว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนไม่ได้
.
.
อ่อนแอ อ่อนแอสิ้นดี
รู้สึกผิด รู้สึกแย่ จากคนที่เข้มแข็ง
โดนต่อย โดนนวดด้วยความสุขตลอดเวลา
จนวันหนึ่งพิษของมันกำเริบ ก็เจ็บก็ปวด
ก็พึ่งร่างกายนี้ไม่ได้อีกแล้ว เหนื่อยท้อรู้สึกผิด
ต่อพ่อแม่ครูอาจารย์ ทำไมถึงเป็นไปได้ขนาดนี้
.
จึงรวบรวมพลังขึ้นมาใหม่
นำน้ำมนต์จาก 9 วัด 10 วัด ล้วนเป็นน้ำที่รวบรวมพลังสมาธิ
ทำในรูปแบบ กล่าวคำขอโทษต่อหน้าหิงพระ น้ำตาไหลอาบ 2 แก้ม
ความรู้สึกผิด ความอ่อนแอ ที่สะสมมานานพลั่งพรูออกกับน้ำตา
รู้สึกแย่ที่พึ่งพิงตนไม่ได้ รู้สึกผิดที่ละเลยต่อคำสอน
รู้สึกผิดต่อความประมาทที่ทำเป็นประจำ
จะขอกลับตัวกลับใจใหม่ จะกลับไปทำในรูปแบบเป็นประจำอีกครั้ง
จะเริ่มเเดินทางสายเดิมอีกครั้ง หยุดการพัก หยุดการนอน
หยุดตามใจรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส
จากนั้นจึงได้ดื่มน้ำมนต์นี้เข้าไป และเริ่มทำติดต่อกันเป็นสัปดาห์
.
.
เริ่มเห็นชัดว่ากิเลสนั้นจะสู้ได้ แค่ตอนต้น
เริ่มหายอวดดีที่จะปรุงมันแล้วค่อยสู้กับมัน
เจอมันแล้วรีบวางลงทันที ไร้ข้ออ้างใดๆ
จิตใจจึงเริ่มรู้สึกว่าเข้มแข็ง เริ่มรู้สึกว่าฉันก็ทำได้
เริ่มพบความสุขละเอียด และตอนั้นเอง….จึงเริ่มพบแล้วว่าติดอะไรจริงๆ
.
.
ผ่านไปสัปดาห์ต่อๆมา เริ่มย่อหย่อนอีกครั้ง
เริ่มมีข้ออ้างให้ปรุงกิเลสมากขึ้น
แทนที่จะตัดไฟแต่ต้นลมเหมือนแต่ก่อน
และยิ่งผ่านไปนานวัน ทุกอย่างเริ่มถอยกลับลงมาอีกครั้ง
มีแต่ความเชื่อว่า ถ้าเคยทำได้มันก็ต้องทำได้อีก
ดังนั้น เอาไว้ก่อน ขอลองพัก ลองหยุดหน่อย
และคำเหล่านี้ก็เริ่มถี่มากขึ้นเรื่อยๆ
คำกล่าวอ้างทั้งหลายเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ
การพลัดวันประกันพรุ่งเริ่มตามมา
การนอน การเล่น การหยุดพัก เริ่มถามหา
มีเพียงสิ่งเดียวที่ต่างกับแต่ก่อน คือ ยังทำในรูปแบบเหมือนเดิม
.
และนั้นละ คือตัวปํยหาใหญ่ที่ไม่ทันสังเกตเห็น
จนกระทั่งได้อ่าน วินาทีบรรลุธรรม4 หลวงปู่เทียน
จึงได้รู้ว่า ติดแล้ว ทำไในรูปแบบไปเพื่อเอาปีติ เอาสุขโดยแท้
ไม่ได้จะเอาหลุด เอาพ้นอะไรเลย เอาสุข เอาสบายแท้ๆ
กิเลสหลอกแท้ๆ ติดชะแงงหินใหญ่แท้ๆ
.
คร่าใดที่ทำในรูปแบบก็เพียงเพราะจะยึดเข้าฐานธรรม
แล้วติดความสุขในการเห็นไตรลักษณ์ เห็นไม่ทันสิ่งที่ติดอยู่นี้
นึกว่าเป็นวิปัสสนา แต่หารู้ไม่เป็นวิปัสสนูป เห็นไม่ทันความพอใจ
หลงยึด หลงหมายมั่นในความพอใจที่ได้เห็นนั้น
.
ทำให้ความพอใจนี้เป็นเชื้อ เชื้อความติดความสบาย
ทำอะไรก็มุ่งหาความสาบเป็นหลัก เอาแต่สุขไว้ก่อน
เสพติดแล้ว กิเลสก็หลอกให้ใช้บุญซื้อสุขมากขึ้นเรื่อยๆ
แล้วกิเลสก็เริ่มขึ้นราคา จนกระทั่งบุญเท่าเดิมแต่ได้ความสุขที่หยาบกว่า
แต่กระนั้นก็ยังไม่รู้ตัว ก็ยังหลงมัวเมา กินเศษกระดูกต่อไป
โดยมีเศษเนื้อติดฟันเล็กให้กินเป็นเชื้อตอนทำในรูปแบบ เป็นแหล่งผลิตบุญเพื่อกิเลส
เหมือนการทำสงครามชายแดนสุรินทร์ ที่รบกับอีกฝ่ายแต่ยังคอยส่งเสบียง ส่งอาวุธ ส่งน้ำมัน
ให้อีกฝ่ายอยู่เรื่อยๆ เพื่อมารบกับตนเอง เพื่อมาฆ่าตนเอง
เพื่อมาหลอกว่ากำลังทำสงครามอยู่ กำลังปกป้องอยู่
แต่ลับหลังคือเป็นมิตรกัน แค่หลอกต่อหน้าเท่านั้น
.
และ มันก็หลอกสำเร็จ กว่าจะรู้ตัวว่าโดนหลอก
ก็เจ็บไปทั้งกายและใจแล้ว นี้ละความน่ากลัวของความสุข
.
กิเลสมันจะยั่ว มันจะหลอกอะไรเราได้ ถ้ามันไม่ใช่ความสุขเป็นเครื่องล่อ
หากยังเอาสุข เอาสบาย ติดสุข ติดสบาย ยังไงๆ ก็แพ้กิเลสวันยังค่ำ
กิเลสมันก็ยังหลอกได้อยู่เรื่อยๆ แล้วก็เจ็บแล้วก็อ่อนแอแล้วเข้มแข็งแล้วก็อ่อนแอ
วนกลับไปมาซ้ำแล้วซ้ำเหล่า ก็เพราะ ไอ้การที่ยังเอาสุข เอาสบายนี้อยู้นั้นละ
.
.
.
จะละกิเลสได้ ก็ต้องเลิกส่งอาวุธให้มัน
เลิกสร้างเหตุได้เมื่อใด ผลย่อมหายไปเมื่อนั้น
คิดดูเอา คิดดูเอา สร้างข้อวัตรปฎิบัติได้แล้ว
ความสุขความสบายละเลิกได้แล้ว
.
.
ทำในรูปแบบนั้นคือหน้าที่ หาเพราะทำไปเพื่อเพื่อความพอใจ
จำคำๆนี้ไว้ดีๆ “หน้าที่” คำๆนี้จะทำให้หลุดจากการติดสุขติดสบายได้
จำไว้นะ โชคดี